แพทย์แนะวิธีช่วยชีวิตเบื้องต้น ผู้ป่วยหมดสติ หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน

จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต สโมสรหมอโรคหัวใจที่เมืองไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งสถาบันการแพทย์รีบด่วนแห่งชาติ เปิดเผยยอดคนตายในไทย ปีละโดยประมาณ 54,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน โดยมีเหตุมาจาก โรคหัวใจ ที่นับเป็นชั้น 3 รองจากโรคมะเร็ง

โดยคนไข้เกินครึ่งเสียชีวิตก่อนส่งถึงโรงหมอ ด้วยมูลเหตุมาจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ยังขาดความชำนาญวิชาความรู้รากฐานประเด็นการกระทำการช่วยฟื้นขึ้น (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) แม้กระนั้นแนวทางการทำ CPR นับเป็นเพียงแต่ 10% ของการช่วยเหลือเกื้อกูลพื้นฐานแค่นั้น เพราะว่าเป็นการกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนไปที่สมองแต่ว่าหัวใจยังไม่กลับมาดำเนินงานก็เลยทำให้จังหวะมีชีวิตรอดมีน้อยมาก แต่ว่าในตอนนี้สามารถลดอัตราการเสี่ยงการตายได้ ด้วย “เครื่องกระตุกหัวใจกระแสไฟฟ้าจำพวกอัตโนมัติ” (Automated Electrical Defibrillator: AED) แล้วก็โทรแจ้ง 1669 หรือรถพยาบาลกู้ชีพโดยเร็ว

หมอวรการ พรหมพันธุ์ หมอเชี่ยวชาญการด้านกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ บอกว่า การเกิดอุบัติเหตุหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันบางทีอาจกำเนิดได้กับทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ กำเนิดได้ในทุกสถานที่ และก็กำเนิดได้ทุกเมื่อ ดังนี้เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ศีรษะจิตใจหยุดเต้น หรือเต้นผิดจังหวะ สมองแล้วก็ร่างกายจะขาดออกสิเจน จนถึงก่อให้เกิดการตายสุดท้าย แล้วก็อาการพวกนี้มักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า คนเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นลมเป็นแล้งสลบทันควัน หรือบางทีอาจเกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิดมาก่อน อย่างเช่น จมน้ำโดยที่มีความถนัดการว่ายน้ำอย่างดีเยี่ยม หรือเกิดอุบัติเหตุ ในระหว่างปั่นรถจักรยานโดยไม่มีมูลเหตุอันควรจะ

นพ.วรการ พรหมพันธุ์

การลดอัตราการตายจากสภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันนั้น ก็เลยจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเบื้องต้น 2 เรื่อง อาทิเช่น วิชาความรู้เบื้องต้นเรื่องกระทำการช่วยฟื้น (CPR) แล้วก็การใช้งานเครื่องกระตุกหัวใจกระแสไฟฟ้าประเภทอัตโนมัติ (AED)
ดังต่อไปนี้

ก่อนจะมีการเข้าช่วยเหลือคนที่สลบ หรือเกิดอุบัติเหตุ จะต้องทำตรวจสภาพร่างกายก่อน เริ่มจากการเรียกชื่อ ว่าพอเพียงจะรู้ตัว หายใจได้เองหรือเปล่า ด้วยเหตุว่าอาจเป็นเพราะเนื่องจากการสำลักของกินหรือวัตถุปะปนเข้าหลอดลม ตลอดจนมีปัญหาเรื่องระบบฟุตบาทหายใจ อย่างโรคหอบหืด ฯลฯ

ถึงกระนั้น ถ้าหากยังไม่มีสติ ไม่หายใจหรือเว้นระยะการหายใจนาน รวมทั้งตรวจไม่พบว่ามีชีพจร (ไหมมั่นใจว่ามีชีพจร) โดยวิเคราะห์รอบๆคอในคนแก่ เด็กโต และก็รอบๆขาหนีบในเด็กตัวเล็กๆ ภายในเวลา 10 วินาที จำเป็นต้องเริ่มทำ CPR อย่างเร่งด่วนที่สุด ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดสมองขาดเลือดซึ่งนำออกสิเจนไปสู่สมองเกินกว่า 6 นาที เยื่อในสมองบางทีอาจถูกทำลายกระทั่งก่อให้เกิดสถานการณ์สมองตายได้

ข้างหลังตรวจสอบแล้วก็พบว่าผู้เจ็บป่วยสลบ ให้รีบตามคนมาช่วย หรือติดต่อ 1669 โดยในระหว่างนั้น ให้ผู้ช่วยเหลือทำ CPR ไปก่อน เริ่มจากผู้ช่วยเหลือเหยียดแขนตรงรวมทั้งใช้มือสองข้างขัดนิ้วด้วยกันกดลงไปรอบๆทรวงอกเหนือลิ้นปี่ของคนไข้ ให้ทรวงอกยุบลงไปโดยประมาณ 4-5 ซม. (หรือโดยประมาณ 1 ใน 3 ของความดกของอกผู้เจ็บป่วย) แล้วปลดปล่อยให้อกคืนภาวะ ทำแบบนี้ไปเรื่อยในอัตรา 100-120 ครั้งต่อนาที จวบจนกระทั่งคนไข้จะรู้ตัว หรือมีกลุ่มกู้ชีพมาช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดี ราวๆ 2-5 นาที ถ้าหากคนป่วยยังไม่มีสติข้างหลังได้รับวิธีการทำ CPR ควรจะให้คนภายในบริเวณนั้น นำเครื่อง AED มาใช้สำหรับในการช่วยเหลือ โดยเมื่อเปิดสวิทซ์เครื่อง AED เครื่องจะชี้แนะให้ผู้ใช้งานกระทำตามเป็นลำดับขั้นตอน

โดยเริ่มจากติดแผ่นพินิจพิจารณาลงบนรอบๆอกของคนไข้ ไม่มีเสื้อผ้า เสื้อในบัง แล้วเครื่อง AED จะสำรวจการเต้นของหัวใจคนไข้ ถ้าหากเครื่องประเมินว่าเหมาะสมได้รับการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า เครื่องจะบอกให้กดปุ่มปลดปล่อยกระแสไฟ โดยผู้ช่วยเหลือห้ามสัมผัสผู้เจ็บป่วย เมื่อกดปุ่มปลดปล่อยกระแสไฟแล้ว เครื่องจะให้คำปรึกษาสำหรับในการช่วยเหลือถัดไป แม้เครื่องประเมินแล้วว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟ เครื่องก็จะเสนอแนะให้ทำ CPR ถัดไปจนกระทั่งจะมีกลุ่มกู้ชีพมาช่วยเหลือ

วิธีการทำ CPR ร่วมกับการใช้งานเครื่อง AED ทำให้การช่วยชีวิตจะประสบความสำเร็จเยอะขึ้นถึงจำนวนร้อยละ 50-70 สูงยิ่งกว่าการปั๊มหัวใจสิ่งเดียวที่ได้โอกาสเพียงแค่จำนวนร้อยละ 3-5 ระหว่างรอคอยกลุ่มหมอกู้ชีพเร่งด่วนรับไปดูแลต่อในโรงหมอถัดไป

ดังนี้ในตอนนี้ เครื่องกระตุกหัวใจกระแสไฟฟ้าจำพวกอัตโนมัติ (AED) ได้รับการช่วยสนับสนุนให้เข้ามาใช้ตามสถานที่ราชการ บริษัทเอกชน โรงงาน สถานที่เรียนหรือสถานศึกษา โฮเต็ล สถานที่อนามัยหรือโรงหมอ ท่าอากาศยาน และก็บนเรือบินมากยิ่งขึ้น

Related posts

Leave a Comment