"รุ่นพี่สนิท" คิดไม่ซื่อ เปิดใจ "ธารารัตน์" น.ศ.มธ. คนกระทำ "ควรอาย" ไม่ใช่เรา!

ที่มาความเห็นชนรายวันหน้า 18เผยแพร่วันที่ 17 ก.ย. 2560 ด้วยเหตุว่าผู้คนจำนวนมากมองดูเรื่องเพศเกิดเรื่องส่วนตัว เกิดเรื่องจำเป็นต้องคุยในที่ลับ ผู้ที่กล่าวเป็นคนอัลธพาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี ทำให้เวลาถูกรุกรามทางเพศ ล่วงเกินอนาจาร ตลอดจนถูกข่มขืนกระทำชำเรา หญิงจำเป็นต้องปกปิดเรื่องดังที่กล่าวมาข้างต้นไว้เป็นความลับ ซึ่งทำให้ผู้ที่ทำยิ่งลำพองใจ ตอกย้ำซ้ำเติมวัฒนธรรมชายยิ่งใหญ่ ที่เห็นว่าความประพฤติกลุ่มนี้สามารถทำเป็น แต่โลกกำลังแปรไป ภายหลังจากหญิงผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ถูกกระทำ ลุกขึ้นยืนต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งจะคืออะไรนั้น ถอดประสบการณ์ นางสาวธารรัตน์ สติปัญญา นิสิตจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกรุ่นพี่ที่เชื่อใจในภาควิชาเดียวกันพากเพียรจะขืนใจ ตอนหลังไปดื่มกับเพื่อนฝูงๆแล้วก็รุ่นพี่กระทั่งเมา รวมทั้งจำเป็นต้องค้างค้างที่หอเพื่อนพ้อง แม้กระนั้นคุณก็ต่อสู้แข็งข้อแล้วก็หนีพ้นมาได้ ในช่วงเวลากลางเดือนเดือนมีนาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา เอามาสู่การยื่นจดหมายเรียกร้องมหาวิทยาลัยให้เอาผิดผู้ทำ ก่อนที่จะโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเล่าถึงเรื่องราวทั้งปวง ซึ่งสร้างกระเพื่อมทั้งยังในรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็สังคมอย่างยิ่ง ได้รับเสียงช่วยเหลือเยอะมาก พร้อมปัญหาจากกรอบคิดชายยิ่งใหญ่ให้จะต้องพบเจอพร้อมเพียงกัน สายธารรัตน์เล่าว่า ภายหลังจากติดต่อเรื่องของตนออกไป มีทั้งยังกระแสบวกแล้วก็กระลบกลับมา ซึ่งทำให้ตนมองเห็นทัศนคติชาวไทยหลายท่านที่มักใส่ร้ายเหยื่อในสถานะการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าวันนั้นแต่งตัวยังไง เพราะอะไรพาตนเองไปอยู่ในที่ไม่ปลอดภัย เพราะอะไรตอนถูกกระทำไม่กรีดขอร้อง ซึ่งสะท้อนกรอบคิดเพศชายยิ่งใหญ่ที่มีความคิดว่าสตรีจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ใช่หญิงอวดกล้า “ก็ต้องการถามกลับว่าพวกท่านมองละครมากมายไปหรือไม่ เพราะว่าเรื่องราวล่วงละเมิดทางเพศ มักมีเหตุมาจากคนใกล้ตัวมากยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้จัก และก็ในระยะเวลาแบบงั้น พวกเราจำเป็นต้องชั่งใจมากมายว่าจะทำยังไง” ผู้เจอเหตุเล่าอีกว่า เรื่องราวดังที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ตนรู้สึกช็อก ไม่กล้าบอกครอบครัว ตอนแรกก็เล่าให้คู่หูฟัง จนถึงช่วงเวลาผ่านไปสักระยะ เริ่มมีความคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย เพราะเหตุไรตนจำเป็นต้องแบกรับความรู้สึกห่วยแตกๆไว้ผู้เดียว ก็เลยคิดจะมีผลกระทบกลับให้ผู้ที่ทำ ด้วยการส่งหนังสือถึงมหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติการซักถามทางระเบียบผู้ทำ แม้กระนั้นยังไม่เลือกไปฟ้องร้องกับตำรวจ เพราะว่าไม่เชื่อมั่นอกมั่นใจกระบวนการยุติธรรมว่าจะแก้ไขผู้เสียหายได้จริง “ฉันเริ่มจากศูนย์เลย ทีแรกๆไม่รู้เรื่องว่าจะไปเรียกร้องกับคนใดกันแน่ เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่เคยมีแนวปฏิบัติหรือมาตรการเรื่องรุกรามทางเพศออกมา จนถึงไปยื่นเรื่องผ่านคุณครูคนหนึ่งและก็มีการส่งเรื่องถัดไปยังผู้บริหารที่รับผิดชอบ ดังนี้ ตลอดเวลาการสืบสวน ฉันจะต้องโทรไปถามความก้าวหน้า ไปตามเรื่องตามราวเองตลอด และไม่รู้ดีว่าเรื่องจะปฏิบัติงานภายในช่วงเวลาเท่าไร จนกระทั่งผ่านไป 4 เดือนที่ตนรอมานานมาก ผลจากการสอบสวนออกมาเอาผิดทางระเบียบกับรุ่นพี่ที่ทำได้เสร็จ” กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ธารรัตน์จะต้องพบกับแรงกดดันรวมทั้งตอบปัญหามากมายก่ายกอง โดยยิ่งไปกว่านั้นกรุ๊ปรุ่นพี่ที่มาพูดจาไกล่เกลี่ยให้จบการไต่สวน เนื่องจากว่าผู้ที่ทำรู้สึกสำนึกผิดแล้ว หรือกับความรู้ความเข้าใจของสังคมกับตัวบทกฎหมาย ที่รู้เรื่องว่าการขืนใจได้แก่การใช้ของลับหนึ่งสอดใส่เข้าไปอีกของลับหนึ่ง แม้ไม่ถึงกับขนาดนั้นจะแค่เพียงปฏิบัติอนาจาร แต่ว่าข้อบังคับปัจจุบันนี้เป็น “การใช้ของลับของผู้ที่ทำทำกับของลับ ทวารหนัก หรือโพรงปากของคนอื่นๆ” หรือกล้วยๆเลยเป็น เพียงแค่เอานิ้วใส่เข้ามาที่ของลับก็ไม่ถูกฐานข่มขืนกระทำชำเราแล้ว “น่าดึงดูดว่า ภายหลังติดต่อออกไปแล้ว ก็มีอินบ็อกซ์กลับมาชี้แจงประสบการณ์ของรุ่นพี่ๆที่เคยพบเรื่องอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่าพวกเขาปลดปล่อยสถานะการณ์ผ่านไป เป็นแผลในใจตนเอง ลดคุณค่าตนเองข้างหลังถูกกระทำชำเรา…

Read More