จัดกระบวนทัพบริหารน้ำในพื้นที่ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย

จัดกระบวนกองทัพบริหารน้ำในพื้นที่ประวัติศาสตร์คนใหม่ของเมืองไทย  ที่ทำการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ก่อตั้งขึ้น โดยมี พรบ.ทรัพยากรน้ำ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจเป็นหน่วยงานดูแลแผนการ (Regulator) น้ำของประเทศ และก็มีหน่วยงานด้านน้ำกว่า 40 หน่วย ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติงาน (Operator) สทนช. ร่วมกับคณะกรรมการเขตที่ลุ่ม ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ เคลื่อนการจัดการน้ำ 22 แถบที่ลุ่มในประเทศ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของการพัฒนาทรัพยากรน้ำและก็บริหารจัดแจงน้ำที่มีความนัยสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่มีความแตกต่างจากเมื่อครั้งตั้งกรมชลประทานเมื่อ 118 ปีที่ผ่านมาทีเดียว เมืองไทยมีพื้นที่การกสิกรรมร่วม 150 ล้านไร่ ปรับปรุงเป็นหลักที่ชลประทานไปแล้วกว่า 30 ล้านไร่ แต่ว่าก็ยังมีพื้นที่มีประสิทธิภาพปรับปรุงอีกราว 20 ล้านไร่ และก็พื้นที่เกษตรน้ำฝนอีก 100 ล้านไร่ พื้นที่กลุ่มนี้ โดยยิ่งไปกว่านั้นสองพื้นที่ข้างหลังยังคงมีปัญหาแล้งซ้ำซากจำเจ ท่วมจำเจ ยังจำเป็นต้องคิดแผนปรับปรุงอย่างมีระบบ โดยอาศัยแผนแม่บทน้ำ 20 ปี แปลงให้เป็นแผนแม่บทแถบที่ลุ่ม แล้วก็แผนปฏิบัติงานที่ลุ่ม เป็นลำดับ “พื้นที่พวกนี้ ยังมิได้ระบุหน่วยงานใดเข้าไปทำ ใครๆก็ทำเป็น แม้กระนั้น พรบ.ทรัพยากรน้ำ จะกำหนดหน่วยงานสมควรเป็นเจ้าภาพในการพัฒนา โดยแผนดำเนินการเขตที่ลุ่มจะมาจากศูนย์กลางโดยข้อบังคับแล้วก็จากส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัด นับเป็นครั้งแรกที่พวกเรานำเอา 2 ส่วนนี้มาจับคู่ (Match) กัน ทำให้ได้โอกาสเคลื่อนได้อย่างมีระบบแล้วก็เสร็จ” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าว ในส่วนของ สทนช. เองมีการก่อตั้งหน่วยงานที่เป็นกลไกในระดับพื้นที่ ดังเช่น สทนช.ภาค แล้วก็ สทนช.จังหวัด โดยการทำหน้าที่เป็นข้างผู้ช่วยทั้งยังในคณะกรรมการแถบที่ลุ่มและก็คณะกรรมการที่ลุ่มจังหวัด เพื่อใส่ผสานรวมทั้งเคลื่อนแผนแม่บทและก็แผนทำการได้อย่างเป็นจริง มิได้ระบุลอยๆจากศูนย์กลางสิ่งเดียว แต่ว่าจะกำหนดขึ้นมาจากพื้นที่ โดยผ่านข้อคิดเห็นจากคณะกรรมการแถบที่ลุ่มจังหวัด “สำคัญๆเป็นระบุพื้นที่จุดมุ่งหมาย ที่มีปัญหาแล้งซ้ำจากจำเจ ท่วมจำเจก่อน ต่อจากนั้นหาเจ้าของงาน ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพเชิงข้อบังคับกับเจ้าของงานเชิงพื้นที่ ปฏิบัติงานประสมประสานกัน ไม่ใช่คนไหนกันก็เข้าไปทำเป็นเหมือนแต่ก่อน แล้วทำแผนงานแผนการรวมทั้งงบประมาณ ซึ่งจำต้องทำล่วงหน้า 1 ปี โดยมีความพร้อมเพรียงด้านแบบ สังคม สภาพแวดล้อม” เลขาธิการ สทนช. กล่าว ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา สทนช. ทำแอพพลิเคชั่นใส่แผนงานแผนการในแต่ละจังหวัด เพื่อทราบว่ามีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ พื้นที่โครงงานอยู่ที่ใด จะได้ไม่มีแนวทางการทำโครงงานซ้ำไปซ้ำมาในพื้นที่เดียวกัน “หน่วยงานเจ้าของงานในแคว้นบางทีอาจไม่สันทัดด้านเทคนิค นี้อาจมอบหมายให้กรมชลประทาน ซึ่งมีความพร้อมเพรียงสูงมาเป็นคนดูแลหัวข้อการดีไซน์ การคำนวณโดยประมาณ อีกหน่อยเขาก็ทำเป็น” นอกจาก การพัฒนาแหล่งน้ำในรูปเขื่อน ฝาย สระเก็บน้ำ ยังมีแหล่งน้ำอื่น ยกตัวอย่างเช่น น้ำใต้ดิน ซึ่ง พล.อำเภอประวิตร วงษ์กาญจน์ ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ตั้งขึ้นคณะกรรมการหาน้ำใต้ดิน โดยระบุพื้นที่ ขอบเขต กรรมวิธีที่สมควร แจ่มกระจ่าง เพื่อทุกพื้นที่มีน้ำเอื้อต่อเศรษฐกิจ ดร.สมเกียรติ กล่าวเหตุว่า การจัดการจัดแจงน้ำก่อนหน้าที่ผ่านมายังมีช่องโหว่เรื่องผู้จัดงาน อาทิเช่น กรมชลประทาน หรือกฟผ.ดูแลเรื่องเขื่อนแล้วก็ทางทะเลท้ายน้ำตอนหนึ่ง พ้นแล้วต่อจากนั้นเป็นของกรมเจ้าท่าบ้าง หน่วยงานอื่นบ้าง ซึ่งไม่สม่ำเสมอครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ยากต่อการจัดการจัดแจงน้ำตลอดสายธาร โดยยิ่งไปกว่านั้นแม่น้ำบางสาย เป็นต้นว่า แม่น้ำมูล แม่น้ำชี ไหลผ่านพื้นที่หลายจังหวัด การจัดการในแบบต่างคนต่างทำ เว้นแต่ไม่กำเนิดความสามารถแล้ว ยังสร้างการขัดกันระหว่างกัน “ถึงจำต้องบูรณาการน้ำตลอดทั้งสาย ปรึกษาหารือด้วยกัน ทั้งยังความปรารถนารวมทั้งการแบ่งปันน้ำให้ชอบธรรม ช่วยทำให้เกษตรกรคิดแผนเพาะปลูกเวลาที่ระบุได้  ซึ่งพวกเราไม่เคยมีหลักเกณฑ์นี้มาก่อนเลย” แม้ว่าจะเพิ่งจะกำเนิดใหม่ในตอนไม่ครบ 3 ปีเต็ม แต่ว่าการขับเขยื้อนของ สทนช. ในฐานะหน่วยงานควบคุมหลักการน้ำของประเทศจัดว่าไม่ธรรมดา สามารถมองเห็นวิวัฒนาการความเจริญรุ่งเรืองเกิดขึ้นเป็นลำดับ ท่ามกลางปัญหาน้ำที่โถมทับเข้ามากับความเคลื่อนไหวสภาพอากาศโลก

Related posts