‘สนธิรัตน์’ดึงเครือข่าย ‘ธ.ก.ส.-กองทุนหมู่บ้าน’ ร่วมส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน

'สนธิรัตน์'ดึงโครงข่าย 'ธ.ก.ส.-กองทุนหมู่บ้าน' ร่วมผลักดันโรงไฟฟ้าชุมชน พร้อมยกฐานะปั๊มน้ำมันการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย-บางจาก เป็นศูนย์ผลักดัน 'ปุ๋ยสั่งตัด' ช่วยลดเงินลงทุนเกษตรกร ด้านที่ประชุมเกษตรฯขานตอบ เชื่อมั่นแนวทางพลังงานมาถูกทางแล้ว

วันที่ 21 กันยายน2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการพลังงาน กล่าวคำปาฐกถาเรื่อง “การเพิ่มสมรรถนะชุมชนด้วยพลังงานชุมชน” ในงาน “ประชาชนเมืองสร้างไทย” จัดโดยแบงค์เพื่อการกสิกรรมรวมทั้งสหกรณ์(ธ.ก.ส.) ตอนหนึ่งว่า แนวนโยบายพลังงานเพื่อทุกคนมุ่งช่วยเหลือเศรษฐกิจโครงสร้างรองรับ ทำให้ราษฎรซึ่งเคยเป็นคนซื้อพลังงาน ทั้งยังกระแสไฟฟ้า น้ำมัน แก๊สเหลว กลับสู่มิติใหม่โดยชุมชนเป็นเจ้าของและก็ผลิตพลังงานได้เอง สร้างช่องทางลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กใช้วัตถุดิบทางการเกษตรจากพลังงานชีวภาพ ชีวมวล แหล่งน้ำขนาดเล็กแล้วก็แสงอาทิตย์ มาผลิตใช้เองได้ เปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่ผูกขาดอยู่แต่ว่าหน่วยงานขนาดใหญ่ ดังนี้ การขับเขยื้อนแนวทางต้องอาศัยโครงข่ายต่างๆเป็นต้นว่า ธ.ก.ส. แล้วก็กองทุนหมู่บ้าน ช่วยสนับสนุนพลังงานภาคเกษตรในพื้นที่ ต่อจากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม จะเข้ามาเกื้อหนุนการแปรเปลี่ยนรูปผลิตผลเพื่อกำเนิดการช่วยเหลือแบบครบวงจร

ส่วนภาคขนส่ง แนวทางพลังงานจะช่วยขจัดปัญหาราคาปาล์มน้ำมันของประเทศ ซึ่งคือปัญหาหลงเหลือมากมายว่า 30-40 ปี ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างน้ำมันไบโอดีเซลมาตรฐาน แปลง B7 เป็น B10 เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 นี้ ซึ่งจะช่วยซึมซับน้ำมันปาล์ม (ซีพีโอ) 4 แสนตันให้หมดไป เมื่อโมเดลนี้เสร็จแล้วก็จะนำมาซึ่งการจัดการกับปัญหา มันสำปะหลังรวมทั้งอ้อย ในอนาคตได้
       
นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ตนพร้อมที่จะใช้โครงข่ายด้านพลังงานทั้งผองมาช่วยเศรษฐกิจรากฐาน ได้แก่ ปั๊มน้ำมันการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ในอนาคตจะก่อให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งในขณะนี้มีโครงงาน ‘ไทยเด็ด’ ซึ่งเป็นตลาดที่นำผลิตภัณฑ์เด่นของราษฎรมาจัดจำหน่ายในพื้นที่สถานีบริการฯ เสมือนประเทศญี่ปุ่นที่มีโรดไซด์สเตชั่น ขายปลา โมจิ ของที่ระลึกเขตแดน 

“ผมได้ให้แนวนโยบายไปแล้วว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปสถานีบริการน้ำมันอีกทั้ง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแล้วก็บางจาก จะเป็นศูนย์ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อช่วยลดเงินลงทุนการสร้างของเกษตรกรรวมทั้งชุมชนมากเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตพลเมือง ซึ่งนี้นับว่าเป็นความท้าของหน่วยงานสุดยอด”

ด้านนายประพัฒน์ สติปัญญาชาติรักษา ประธานที่ประชุมเกษตรกรแห่งชาติ พูดว่า การพัฒนาพลังงานชุมชน นับว่าเป็นสิ่งที่เกษตรกรไทยปรารถนามาตลอด แม้กระนั้นรัฐบาลในอดีตกาลไม่เคยพึงพอใจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวทางปรับปรุงประเด็นนี้ตนก็กระปรี้กระเปร่าใจมาก ถือได้ว่าเป็นการเดินหน้าในแนวทางที่ถูกแล้ว แล้วก็ตนมั่นใจว่าจะมีผลให้เกษตรกรมีหวังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
       
“ทุกชุมชนเดี๋ยวนี้มีความสามารถด้านพลังงานสูงมากมาย ไม่ว่าพลังงานน้ำขนาดเล็ก พลังงานจากแสงอาทิตย์ หลายชุมชนมีความสามารถจากชีวมวล มีเศษอุปกรณ์การกสิกรรมเหลือกินเหลือใช้ อาทิเช่น ซังโพด เผาทิ้งปีละนับแสนตัน หากผลักดันเทคโนโลยีก็กลายเป็นเงินให้ชุมชนได้โดยทันที แล้วก็บางพื้นที่ก็สมควรทำโซล่าร์ฟาร์มด้วย ตึงมั่นใจว่าพลังงานจะมีผลให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้นแน่ๆ”
        
ส่วนนายแม่น้ำ ขลิบทองคำ ผู้อำนวยการกองทุนหมู่บ้านและก็ชุมชนเมืองแห่งชาติ พูดว่า ตอนนี้มีกองทุนหมู่บ้าน 79,595 ที่ แล้วก็นำเงินไปปรับปรุงแผนการต่างๆถึง 208,968 แผนการอย่างมีคุณภาพ โดยเหตุนั้น แม้หลักการสนับสนุนให้หมู่บ้าน สามารถเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าชุมชนด้วยตัวเองมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยลดทุนให้สามัญชน ลดการเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ด้วยเหตุว่าส่งผลเล่าเรียนแล้วว่า โรงไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ที่ภาคพลเมืองลงทุนร่วมกับเอกชน จะคืนทุนได้ด้านใน 7 ปี ต่อจากนั้นชุมชนก็เสมือนมีตู้เครื่องรับฝากถอนเงินอัตโนมัติประจำหมู่บ้าน มีรายได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโครงสร้างรองรับแน่ๆ 

Related posts