โค้งสุดท้ายฟื้นฟู ‘ไอแบงก์’

โค้งสุดท้ายฟื้นฟู “ไอธนาคาร” ไขเงื่อนเดินมา3ปี..เพราะเหตุใดยังไม่ถึงจุดมุ่งหมาย?

การจัดการปัญหาแบงค์อิสลามที่เมืองไทย หรือ ไอธนาคาร ตามแผนฟื้นฟูธุรกิจของคณะกรรมการแผนการรัฐวิสาหกิจ (คนราชการ) หรือซูเปอร์กระดาน ที่มีพล.อำเภอประยุทธ์ จันทรอร่อย นายกฯเป็นประธาน กำลังไปสู่ตอน “โค้งสุดท้าย” ที่จะเป็นตัวติดสินอนาคตของแบงค์  แล้วก็พิสูจน์“ความสามารถ”ของรัฐบาล รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องสำหรับในการขจัดปัญหารัฐวิสาหกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์” ที่เหลือเวลาการทำงานในตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการแบงค์อิสลามที่เมืองไทยอีกเพียงแต่ 5 เดือน ด้วยเหตุว่าจะอายุครบ65ปีบริบูรณ์ ซึ่งจำเป็นต้องออกมาจากตำแหน่งตามกฎระเบียบของหน่วยงานราชการวิสาหกิจ

ตั้งแต่แมื่อวันแรกที่ “ชัยวัฒน์” ถูกส่งให้เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานกระดานไอธนาคารตามคำสั่งของแผนกรักษาความเงียบสงบแห่งชาติ(คสช.)ในเดือนสิงหาคม2557  จนกระทั่งวันนี้ก็ใช้เวลามากมายว่า 3 ปี แม้การแก้ไขไอธนาคาร จะปฏิบัติงานไปได้แล้วหลายส่วน  แต่ว่าก็ยังไปไม่ถึงแผนการที่วางไว้ ..  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผู้สนับสนุนใหม่เข้ามาร่วมหุ้น

และก็ดูราวกับว่า.. จะยังชักช้าในความรู้สึกของสังคม

หลายท่านอาจมองว่า โดนทั่วๆไปการจัดการกับปัญหากิจการค้าแบงค์ เฉพาะแบงค์ของเมือง มิได้มีอะไรใหม่ ก่อนหน้าที่ผ่านมาเมื่อใดก็ตามแบงค์เมืองมีปัญหาขาดทุน ก็หนีไม่พ้นที่จะจะต้องรอคอยให้รัฐบาลใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามา เหมือนกับการจัดการกับปัญหาธนาคารพาณิชย์ ในที่สุดก็ต้องหาผู้สนับสนุน หรือทุนใหม่เข้ามา

แม้เป็นแบบนั้น… แล้วเพราะเหตุใดแผนงานของไอธนาคารไม่ไปไหนสักครั้ง?

จะต้องเห็นด้วยว่า “ไอธนาคาร”  มีความพิเศษ ที่ไม่เหมือนกับแบงค์ของเมืองทั่วๆไป การปฏิบัติการต่างๆนอกเหนือจากที่จะจำเป็นต้องเดินตามขั้นตอนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งแน่ๆว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องมาก ตั้งแต่ระดับทำการ ข้างดูแล และก็ข้างแผนการ ยังจำเป็นต้องนึกถึงหลักศาสนา รวมทั้งหัวข้อด้านความมั่นคงยั่งยืน

ในเวลาที่เหตุการณ์ของไอธนาคารในตอนนั้น เรียกว่าอยู่ในขั้น “รุนแรง”  ขาดทุน มีหนี้สูญมากยิ่งกว่าครึ่งของสินเชื่อทั้งปวง ซึ่งหนี้สูญกลุ่มนี้ล้วนมาจากการปลดปล่อยสินเชื่อที่ผิดจำต้อง มีการเอื้อประโยชน์จากคนภายใน และก็แม้รัฐบาลจะประกาศให้ไอธนาคารฟื้นฟูธุรกิจการค้า ก็ยังมีความเพียรพยายามปลดปล่อยสินเชื่อแบบไม่ถูกๆอยู่

พอร์ตสินเชื่อของไอธนาคารก่อนจะไปสู่การปฏิสังขรณ์ธุรกิจการค้า พบว่ามีรูปทรงของสินเชื่อดีอยู่น้อยมาก ซึ่งแบงค์ที่ดีทั่วๆไป จะมีรูปทรงของหนี้สินดีมากยิ่งกว่า90% โดยมากก็มีมากยิ่งกว่า 95%  แล้วก็แม้มากยิ่งกว่า 95% จัดว่าใช้ได้ แม้กระนั้นไอธนาคารมีรูปทรงของสินเชื่อดีเพียงแค่ 20% เป็นหนี้เป็นสินเน่าที่เห็นได้ชัดๆถึง50%และก็ที่เหลือติดหนี้ติดสินที่ไม่ดี แต่ว่าแบงค์ทะนุถนอมปรับปรุงอีก 30%

โดยหนี้สูญทั้งผองเป็นสินเชื่อรายใหญ่รวมทั้งรายกึ่งกลาง ที่เกิดขึ้นในตอนปี 2553-2555 ที่รีบรองรับความต้องการด้านการเมือง รวมทั้งมีความไม่โปร่งใส ซึ่งไอธนาคารต้องติดตามหนี้สินก้อนหนี้สินกลับมา มีอีกทั้งการฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกหนี้สินคืน  รวมทั้งการเอาผิดทางอาญากับคดโกง  ด้วยการส่งเรื่องให้ปปช.แล้วก็ปปท.วิเคราะห์ โดยตอนนี้มีเรื่องมีราวที่ส่งให้ปปช.พิจารณาแทบ 30 กรณี

นอกเหนือจากเรื่องสถานะการคลังของแบงค์แล้ว ไอธนาคารยังมีปัญหาเรื่องพนักงาน มีบุคลากรมกกว่า 2 พันกว่าคน และก็ในระดับบริหารซึ่งมีดีกรีเป็นดร. แม้กระนั้นไม่มีความรู้เรื่องแบงค์เลยซ่อนเร้นอยู่ถึง 10 คน  ยังไม่รวมปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีที่ธนาคารไม่มี  ทำให้ไม่สามารถที่จะเอาผู้ที่มีความชำนาญเข้ามาจะทำอะไรใหม่ๆได้

แม้กระนั้นถึงแม้หัวข้อพวกนี้ ทำให้การแก้ปัญหาไอธนาคารไม่ใช่ง่าย แต่ว่าสิ่งที่ทำให้วิธีการต่างๆชักช้า สำคัญๆกลับอยู่ที่ขั้นตอนของหน่วยงานราชการแล้วก็รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งความไม่แน่ชัดของฝั่งแนวนโยบาย

จะต้องสารภาพว่าที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงข้างแผนการที่มีบทบาทดูแลประเด็นนี้หลายหน ตั้งแต่การเปลี่ยนรองนายกฯ จาก “ปรีดียาธร เทวกุล” มาเป็น “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจาก “สมหมาย ภาษี” เป็น “อภิอำนาจ ตันติวรวงศ์” แปลงผู้อำนวยการที่ทำการคณะกรรมการแนวทางรัฐวิสาหกิจ (สคราชการ) จาก “กุลิศ โภคทรัพย์ศรี” เป็น “เอกนิติ นิติโทษทัณฑ์ประภาศ”

เป็นปกติที่เมื่อ “เปลี่ยนตัว” สิ่งที่ตามมาเป็น แนวความคิดสำหรับเพื่อการไขปัญหาก็บางครั้งก็อาจจะเปลี่ยนแปลง

ประเด็นนี้ “ชัยวัฒน์” กล่าวว่า ทุกคนที่มาปฏิบัติภารกิจที่ตรงนี้ ทุกคนเป็นคนเก่ง และก็เป็นคนดี …แต่ว่ามิได้คิดเช่นกัน

“ปัญหาอยู่ที่แนวความคิดสำหรับการขจัดปัญหาธนาคารมีมาก ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็ดูแตกต่าง ตั้งแต่การปิดธนาคารแล้วเปิดใหม่  เพราะเหตุว่าจำเป็นต้องลงทุน 1.8- 2 หมื่นล้านบาท เปิดธนาคารใหม่ยังได้  แต่ว่าไอธนาคารเป็นแบงค์เชิงเครื่องหมาย จัดตั้งโดยพรบ.แบงค์อิสลามที่เมืองไทย มีเรื่องมีราวความรู้สึกของญาติชาวอิสลาม ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงจุดสำคัญของแบงค์ แล้วก็ความยั่งยืนมั่นคงของประเทศ ทำให้ไม่ปิดธนาคาร”

ยังไม่รวมเนื้อหาสำหรับเพื่อการดำเนินการอื่นๆที่ถึงแม้บางครั้งอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แม้กระนั้นทำให้งานขัดข้องไปบ้าง  อีกทั้งจากส่งบัตรสนเท่ห์ให้ข้อมูลที่ผิดจำต้องไปตามหน่วยงานอื่นๆแล้วก็ผู้ที่มีการเกี่ยวข้อง การที่ไม่สามารถที่จะเรียกสัมมนากระดาน ในวาระสำคัญได้

แม้กระนั้นถึงอย่างงั้น แผนงานการจัดการปัญหาไอธนาคารในวันนี้ ก็ทำงานเสร็จไปได้แล้วหลายส่วน การจัดตั้งบรรษัทบริหารทรัพย์สิน หรือ เอเอ็มซี ของไอธนาคารขึ้นมาโดยยิ่งไปกว่านั้น มีชื่อเรียกสั้นๆว่า “ไอแอม” ตอนวันที่ 30 เดือนกันยายน2559 เพื่อรับหนี้สูญ  หรือ  เอ็นพีเอฟ(NPF) ที่ไม่ใช่ลูกหนี้อิสลามออกไปบริหารกว่า 5 หมื่นล้านบาท

จากวันที่ตั้งขึ้นไอแอม.. ผ่านไป 9เดือน  หรือวันที่ 29 ไม่.ย.2560 ถึงได้มีการรับโอนหนี้สินไป ภายหลังจากโอนหนี้สินก้อนนี้ออกไป ทำให้ไอธนาคารมีสถานะเป็นธนาคารที่ดี หรือGood bank ไม่ใช่แบดธนาคาร (Bad Bank) อีกต่อไป

ยิ่งกว่านั้นคณะรัฐมนตรี (คณะรัฐมนตรี) ยังลงความเห็นให้กระทรวงการคลังเพิ่มทุนให้กับแบงค์ในปริมาณ 1.81 หมื่นล้านบาทแยกเป็น 2 ส่วน เป็นวงเงินเพิ่มทุนเดิมซึ่งมาจากงบประมาณของเมือง รวมทั้งการเพิ่มทุนโดยใช้เงินจากกองทุนปรับปรุงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของเมือง หรือกองทุนเอสเอฟไอ

ปัจจุบัน ธนาคารชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ได้ออกประกาศปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อแก่กิจการค้ารายใหญ่ของแบงค์ จากเดิมที่แบงค์ให้สินเชื่อได้ไม่เกิน 200 ล้านบาท ปรับปรุงแก้ไขเป็นให้สินเชื่อได้ไม่เกิน 1 พันล้านบาท สำหรับลูกค้ารายเดิม และก็500 ล้านบาท สำหรับลูกค้ารายใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 เดือนสิงหาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา

ส่วนแผนงานการหาผู้ส่งเสริมร่วมหุ้น.. ที่มีการเอ๋ยถึงมาตั้งแต่ทีแรกๆๆจนถึงผ่านมาแทบ 2 ปี ยังไม่มีความก้าวหน้า  เนื่องจากแนวนโยบายเปลี่ยนแปลงไปๆมาๆ จนกระทั่งปัจจุบันถึงแม้มีนัมายากลงทุนแสดงความพอใจเสนอราคา แล้วก็ผ่านคุณลักษณะพื้นฐานแล้ว 3 ราย แต่ว่าก็จะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ ด้วยเหตุว่าในขั้นแรกมิได้มีการตั้งที่ปรึกษาทางด้านการเงิน หรือเอฟเอ ซึ่งไม่แน่ว่าการจ้างที่ปรึกษาทางด้านการเงินจำต้องใช้เวลาไปอีกนานเท่าไร เพราะเหตุว่าจำต้องจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่

กับในขณะที่เหลืออีกเพียงแต่ 5 เดือนของวิธีการทำหน้าที่ประธานกระดานไอธนาคาร  ถึงแม้ “ชัยวัฒน์”เองจะไม่มั่นใจว่า จะจัดการหาผู้สนับสนุนได้ไหม แต่ว่าในช่วง 5 เดือนนี้เจ้าตัวก็ประกาศว่า จะก่อให้เต็มกำลัง.. สุดกำลัง

 ดังการแข่งขันชิงชัยบอล  ตราบเท่าที่ผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีด..ก็จำต้องเพียรพยายามเต็มกำลัง แต่ว่าเมื่อใดที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีด .. ก็จำเป็นต้องหยุดโดยทันที!!

Related posts